Poom's profileภูมิครับ PhotosBlogListsMore Tools Help

ภูมิครับ

ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

Poom

Occupation
Location

Windows Media Player

Breakingnews

Loading...Loading...

โทรคมนาคม

Loading...Loading...

Life on campus

Loading...Loading...
Photo 1 of 61
February 23

พัน นร 1

 
พัน นร 1 กรม นร รร.ตท.

พัน นร 1

กองพันนักเรียนที่ ๑  กรมนักเรียน โรงเรียนเตรียมทหาร
มันโคตร  เหนื่อยฉิบหาย
 
<div><embed src="http://widget-76.slide.com/widgets/slideticker.swf" type="application/x-shockwave-flash" quality="high" scale="noscale" salign="l" wmode="transparent" flashvars="cy=h5&il=1&channel=1369094286725215862&site=widget-76.slide.com" style="width:426px;height:320px" name="flashticker" align="middle"/><div style="width:426px;text-align:left;"><a href="http://www.slide.com/pivot?cy=h5&at=un&id=1369094286725215862&map=1" target="_blank"><img src="http://widget-76.slide.com/p1/1369094286725215862/h5_t056_v000_s0un_f00/images/xslide1.gif" border="0" ismap="ismap" /></a> <a href="http://www.slide.com/pivot?cy=h5&at=un&id=1369094286725215862&map=2" target="_blank"><img src="http://widget-76.slide.com/p2/1369094286725215862/h5_t056_v000_s0un_f00/images/xslide2.gif" border="0" ismap="ismap" /></a></div></div>
February 22

ระบบเกียรติศักดิ์

ระบบเกียรติศักดิ์  
(Honor System)

“ ชื่อเสียง และ ยศศักดิ์ ถ้าไม่ใช่ชื่อเสียงและยศศักดิ์อันจอมปลอม ย่อมถือเป็นนิมิตเครื่องหมาย แสดงความดี ความสามารถ และสติปัญญา ของบุคคลให้ปรากฏ สาธุชนจึงใฝ่หามาเป็นเครื่องเชิดชูตน
และถนอมรักษามิให้เสื่อมเสีย ด้วยความระลึกว่า ถ้าหมดชื่อเสียง ยศศักดิ์ ตนเองก็จะสิ้นความดี...
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ ผู้สำเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ๑๑ มกราคม ๒๕๓๑

แต่โบราณนานมา ถือกันว่า การทำสงครามเป็นงานที่มีเกียรติ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การทำสงครามเป็นพระราชอำนาจ ที่เรียกว่า “ราชการสงคราม” อันเป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติ พระมหา กษัตริย์จะทรงตรากฎหมายเรียกเกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์เข้ามาเป็นทหาร แล้วนำมาฝึกหัด แต่งเป็นกองทัพ ออกไปต่อต้านการรุกรานของอริราชศัตรู กองทหารเหล่านั้นจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ แต่งเครื่องแบบสีสันสดใส ติดอาวุธสวมเกราะแวววับ ประดับธงทิวดูงามสง่า โอ่อ่าสมพระยศพระเกียรติของจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่
ทหารหาญทั้งหลาย จะได้รับการฝึกหัด ฝึกอบรมให้กระทำตนเป็นสุภาพบุรุษ การฝึกหัดทางทหารก็นับว่าเป็นเกมวัดใจของลูกผู้ชายชาติทหาร นานวันเข้าจนกลายมาเป็นค่านิยมแห่งความดี ไม่มีคำว่า “ลอบกัด” ในสารานุกรมของพวกเขา แม้นยามที่จะประมือเข้าห้ำหั่นเอาชีวิตกันกับศัตรู ก็มีธรรมเนียมที่จะถามชื่อแซ่กันก่อน ดังปรากฏในพงศาวดารก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ในตอนที่ อะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัวพระยาจักรี ด้วยประจักษ์ในฝีมือทำศึก แล้วเอ่ยชมว่าอายุยังน้อยแต่ฝีมือกล้าแกร่งนัก ขอให้รักษาตัวไว้ให้ดี ต่อไปจะเป็นใหญ่ในภายภาคหน้า เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้นยังมีทหารอีกพวกหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือเลื่องในความรักเกียรติ คือนักรบซามูไรของญี่ปุ่น ที่ซึมทราบในปรัชญาเซน ผู้ยึดมั่นในคติที่ว่า “ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างผู้แพ้” ด้วยเหตุนั้น หากนักรบบูชิโดปราชัยในการศึก หรือ ถูกหลู่เกียรติ พวกเขาจะกระทำ “ฮาราคีรี” โดยใช้ดาบสั้นคว้านท้องตัวเองทันที นั่นคือตัวอย่างของความหยิ่งทะนง และการยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ของทหาร ที่เป็นแบบอย่างและแพร่หลายกันไปทั่ว
สองร้อยกว่าปีมาแล้ว ในยุโรป การฝึกนักรบหนุ่มให้เชี่ยวชาญในการศึกการสงคราม เริ่มก่อร่างเป็นระบบ ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ จนกลายมาเป็น วิทยาการทางทหาร (Military Science) ในสมัยพระเจ้าเฟรดเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย ทรงได้ริเริ่มก่อตั้ง The Kriegsakademie หรือ War Academy ขึ้น ต่อมาชาติอื่น ๆ ก็นำมาเป็นแบบอย่าง แล้วพัฒนาต่อมาจนกลายเป็น โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนเสนาธิการ และ วิทยาลัยการทัพ แพร่หลายไปในวงการทหารทั่วโลก
โรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ ของสหรัฐอเมริกา ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๐๒ มีระบบเกียรติศักดิ์ (Honor System) ที่ยึดถือสืบต่อกันมา สุนทรพจน์ของนายพล ดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ที่กล่าวในวันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนนายร้อยเวสท์ปอยต์ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ ได้กลายเป็นอมตะวาจาที่ทหารทั้งหลายต้องจดจำ นายพล แม็กอาร์เธอร์ กล่าวไว้ว่า
“พวกท่านคือ มืออาชีพผู้ถืออาวุธ ผู้มุ่งมาดปรารถนาในชัยชนะ เจนจบในศาสตร์แห่งสงคราม สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีอะไรจะมาทดแทน ชัยชนะ ได้ แต่ถ้าพวกท่านปราชัย ชาติของเราก็จะย่อยยับ มรดกแห่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ที่ตกมาถึงมือของพวกท่านนั้น สรุปได้ด้วยถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ เพียงสามคำนั่นคือ หน้าที่ เกียรติยศ และประเทศชาติ (Duty, Honor, Country) “

เกียรติ คือภาษาของพวกเรา 
เกียรติ หมายถึง การยอมรับ ความนับถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ การไม่หวาดระแวง การไม่ดูถูก การเห็นแก่หน้า ความมีหน้ามีตา ชื่อเสียง (ที่เกิดขึ้นโดย คุณงามความดี ความน่าภาคภูมิ โดยฐานะหน้าที่ หรือชาติตระกูล)
เกียรติ คือ ชีวิตที่สองของทหาร เกียรติ คือ ภาษาของพวกเรา
เกียรติ คือ ประตูสู่ ยศ ศักดิ์ “ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้..นั้นไม่มี”
รากฐานของเกียรติ เกิดจากความสัตย์ซื่อ วินัยในตัวเอง สำนึกแห่งความรับผิดชอบ
เกียรติ เป็นต้นทุนทางสังคม ก่อเกิดจากความภาคภูมิใจที่ได้กระทำในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ
หากปรารถนาจะได้รับเกียรติ ต้องรู้จักการให้เกียรติแก่ผู้อื่นก่อน
เกียรติยศ มิได้เกิดจากการอวดอ้าง ยกตน แต่เกิดจากความเชื่อถือของผู้อื่น และการยอมรับของสังคม “The bravest is tenderest The noblest is humblest” (“ผู้กล้า ต้องอ่อนโยน ผู้ดี ต้องถ่อมตน”)
การให้เกียรติ คือ หัวใจของการอยู่ร่วมกัน
เกียรติ ของแต่ละคน ถักทอรวมเป็นสายใยแห่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Mutual Trust) ของหมู่คณะ แล้วขยายกลายเป็นผืนเกราะแห่งศรัทธาของปวงประชา นั่นคือ บ่อเกิดของความสมานฉันท์ และ ความรักหมู่รักคณะ
“กองทัพ คือ รากแก้วแห่งศรัทธา ของประชาชน”

นายทหาร กับ ความเป็นสุภาพบุรุษ (Officer and Gentleman)
นายทหาร (Officer) ต้องเป็น สุภาพบุรุษ (Gentleman) เนื่องเพราะเป็นสิ่งที่ทหารทั้งหลายในโลกยึดถือ จนกลายเป็นวัฒนธรรมของทหาร ความเป็นสุภาพบุรุษ จึงเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำสุด ที่สาธารณะชนคาดหวัง ความนับถือเยี่ยงนี้ เกิดจากศรัทธาของประชาชน ที่เห็นว่าทหารเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ ความรักชาติ ความกล้าหาญ ความจริงใจ และจิตวิญญาณในการต่อสู้ พวกเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีที่เกียรติ ที่ฝรั่งเรียกว่า Man of Honor
“การรับใช้ชาติ เป็นความองอาจของลูกผู้ชาย”
“ความตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร”
บันไดแห่งเกียรติยศขั้นแรกนั่นคือ ความเป็นสุภาพบุรุษ อันเป็นคุณธรรมของหมู่คนที่ยึดมั่นใน ความจริง และความสัตย์ หากคนเราคิดจะคบค้ากัน หรือทำความตกลงในเรื่องใดแล้ว ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนที่ซื่อสัตย์ จริงใจ ความร่วมมือ และงานการทั้งหลาย ก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่นและง่ายดาย
ทหารถูกสอนมาให้ ซื่อสัตย์ต่อตนเองและหมู่คณะ นั่นหมายความว่า พวกเขาจะยึดมั่นในความจริงและความสัตย์ แสดงออกทางพฤติกรรมโดยมี มโนสุจริต วาจาสุจริต และกายสุจริต ถ้าทหารทุกคนยึดมั่นได้ดั่งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมก็จะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่เชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันก็เพราะหวังจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หมู่คณะที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจาก การให้เกียรติและจริงใจต่อกัน อันเป็นคุณสมบัติของ สุภาพบุรุษ ส่วนเรื่องของ‘หน้า’เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย ถ้ารู้สึกเสียหน้า รู้สึกว่าไม่ให้เกียรติ จะโกรธเป็นฟืนไฟถึงขั้นตัดญาติตัดมิตร ไม่เผาผีกันเลยทีเดียว
ข้าราชการทหารทำงานโดยไม่หวังกำไร ไม่หวังเงินทอง แต่หวังจะสร้างชื่อเสียง ให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล พวกเขาเชื่อว่า “สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพญาเลี้ยง”

กฎแห่งเกียรติยศ (Honor Code)
Honor Code เป็นรากฐานของจริยธรรม และเป็นกลไกของการปลูกฝังอุดมการณ์ ของนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์ ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทหารทั่วโลก พลเอก ปิยะ สุวรรณพิมพ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารท่านแรก ได้นำมาใช้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่ นักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่ รุ่นที่ ๑ ณ ที่ตึกเรียนรูปตัววาย ถนนพระราม ๔ ตรงกลางชั้นสามมีห้องที่ตกแต่ไว้อย่างโอ่อ่า อันเป็นที่ตั้งของ ศาลเกียรติศักดิ์ ศิษย์เก่าเตรียมทหารทุกคน ได้รู้จัก ระบบเกียรติศักดิ์ ณ ที่นั้นเป็นครั้งแรก
คำปฏิญาณของนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่าทัพ ที่ปฏิญาณว่า “เราจะไม่โกหก ไม่โกง ไม่ขโมย และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น”
นั่นคือ กฎแห่งเกียรติยศ หรือ หลักประพฤติพื้นฐาน ที่จะอธิบายให้เข้าใจถึง ระบบเกียรติศักดิ์ โดยย่นย่อได้เป็นอย่างดี Honor Code ของเวสปอยต์ ไม่เคยเปลี่ยน และยังคงยืนยงอยู่เช่นนี้ตลอดไป เพราะเป็นความรับผิดชอบของนักเรียนนายร้อยทุกคน ที่จะต้องดำรงประเพณีสำคัญของเวสปอยต์นี้ไว้ให้ได้
แต่มาตรฐานความดีนั้นละเอียดอ่อน นักสังคมศาสตร์บางท่านเรียกว่า มาตรฐานทางจริยธรรม แต่ในวงการทหาร (Military Academy) เรียกว่า ความดีที่ทำได้ยาก, หมอประเวศฯ เรียกว่า ความกล้าหาญทางจริยธรรม ตัวอย่างเช่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สิ่งที่ปุถุชนเห็นว่า เป็นความไม่ดี ความชั่ว แต่เพชฌฆาต, ราชมัล พ่อค้าขายเนื้อในตลาด อาจเห็นว่าเป็นการประกอบสัมมาชีพ และความรับผิดชอบต่อหน้าที่
ผู้นำทางทหารถูกสอนมาให้เป็น นักรบ นักฆ่า นักทำลาย แต่การกระทำเช่นนั้น กระทำไปเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม มาตรฐานทางจริยธรรมของแต่ละหมู่คณะจึงแตกต่างกันไปแล้วแต่กลุ่มแล้วแต่อาชีพ ภาคธุรกิจ เอกชน ทำสัญญากันแล้วก็ผิดสัญญา ไม่ทราบว่าทำสัญญากันทำไม หรือเป็นเพียงความหวัง แต่มิอาจป้องกันการผิดสัญญาได้ เนื่องจากไม่ไว้ใจกันและกัน ทหารไม่นิยมสัญญากระดาษ พวกเขาใช้สัญญาสุภาพบุรุษ
เรื่องของเกียรติ อยู่ในสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของนักเรียนทหารทุกคน เพราะเกียรติ คือแก่นแกนของบุคลิกภาพ และวิธีตัดสินตกลงใจของทหาร เกียรติเป็นความดีงามที่ทำให้ทหาร ซื่อสัตย์ จงรักภักดี, กล้าหาญ, ไว้เนื้อเชื่อใจได้ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็เพราะ เกียรติ เป็นแก่นแกนของการนับถือตนเอง
“หากพวกเขาไม่รู้จักที่จะนับถือตนเอง แล้วใครเล่าจะนับถือพวกเขา”
“ เกียรติศักดิ์ รักของข้า มอบไว้แก่ตัว”
กฎแห่งเกียรติยศ (Honor Code) นี้บ่งบอกถึง ที่มา สปิริต และสารัตถะ ของ ระบบเกียรติศักดิ์

ระบบเกียรติศักดิ์
ระบบเกียรติศักดิ์ เป็นรากฐานของงานการสร้างนักรบในอุดมคติ การหลอมรวมหัวใจของชายชาติทหาร และ การสร้างสุภาพบุรุษ ของวงสังคมในเวลาปกติ
ภารกิจของเวสปอยต์ คือการให้การศึกษาอบรม แก่นักเรียนนายร้อยเวสปอยต์ เพื่อให้พวกเขามีคุณสมบัติ(Character) (อุปนิสัย จิตใจ และบุคลิกภาพ) ที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำกองทัพในอนาคต ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากเวสปอยต์ (เวสปอยต์เตอร์) จะมีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำตลอดชีวิต อันเป็นคุณสมบัติที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้พบเห็นตลอดไป
ระบบเกียรติศักดิ์ของเวสปอยต์ เป็นผลมาจากการเพาะบ่มประสบการณ์และผ่านการพัฒนามายาว นาน ถือเป็นหลักในการหล่อหลอมคุณธรรมให้แก่ นักเรียนนายร้อย (Cadets) อย่างไรก็ตามงานการสร้างผู้นำทางทหาร ให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น บุคลิกสง่างาม สติปัญญาเฉียบแหลม และอุดมการณ์ที่มั่นคงนั้น มีอะไรที่มากกว่า การฝึกทางทหารธรรมดา และ เหนือกว่าการให้การศึกษาแก่เยาวชน ทางด้านพุทธิศึกษา พลศึกษา และจริยศึกษา ที่ส่วนมากจะใช้วิธีการอบรม พร่ำบ่น สอนสอดแทรกคุณธรรม เวสปอยต์ ก็ทำเช่นนั้น แต่ที่แปลกแตกต่างนั้น อยู่ที่บรรยากาศของการศึกษา เวสปอยต์ มีตำนาน มีอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษ เป็นชุมชนของคนรักชาติ นอกจากนั้น ผู้ให้การอบรมทุกคนเคยผ่านกระบวนการหล่อหลอมแห่งเกียรติยศเหล่านั้นมาแล้ว ทุกคนฟันฝ่ามาได้อย่างเลือดตากระเด็น จึงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ดังนั้นผู้ให้การอบรมจึงเชื่อมั่นในระบบฯนี้ จนกลายเป็นเบ้าหลอมที่ทำให้ผลผลิตออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน
โรงเรียนทหารทุกแห่ง ก็ให้ความสำคัญและจริงจังในการหล่อหลอมคุณธรรมของทหาร หาใช่เพียงคิด ไม่เพียงพูด แต่พวกเขาทำจริง และทำสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน ประจักษ์พยานคือเถ้าอัฐิในอนุสาวรีย์ทหารทั่วโลก อีกประการหนึ่งคือ ห้วงเวลา สถาบันการศึกษาทั่วไปมีเวลาเพียงสี่หรือห้าปี แต่ของโรงเรียนทหาร สี่-ห้าปีนั้นเป็นเพียงก้าวแรกของชีวิตรับราชการ เป้าหมายในชีวิตก็ชัดเจน กระบวนการกล่อมเกลานั้น จึงมากกว่าการหล่อหรือชุบ แต่เป็นการหลอมจนเข้าเนื้อ ผลผลิตของโรงเรียนทหารจึงไม่ใช่เหล็กหล่อ แต่เป็นเหล็กกล้า
หัวใจของ ระบบเกียรติศักดิ์ อยู่ที่ มโนสุจริต ความรักเกียรติ ความรักหมู่คณะ และความรับผิดชอบต่อสถาบันที่สร้างพวกเขาขึ้นมา

ศาลเกียรติศักดิ์ (The Honor Court)
จากคำปฏิญาณ “เราจะไม่โกหก ไม่โกง ไม่ขโมย และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น” ประโยคท้ายนั้น บ่งถึงพันธะสัญญาร่วมกัน แสดงเจตจำนงมุ่งมั่นที่จะกระทำและหาทางไม่ให้พวกเขาละเมิดกฎแห่งเกียรติยศนั้น จึงทำให้ต้องสถาปนา ศาลเกียรติศักดิ์ (The Honor Court) ขึ้นเป็นหลักของระบบฯ
ศาลเกียรติศักดิ์ มีหน้าที่พิจารณาการกระทำใด ๆ ของนักเรียนนายทหาร ที่มีผลต่อ เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ของหมู่คณะ ทุกปีจะมีการคัดสรรและแต่งตั้งคณะกรรมการนักเรียนขึ้นมา ให้ทำหน้าที่เป็นคณะตุลาการของศาลเกียรติศักดิ์ ควบคู่กับการทำงานของนักเรียนบังคับบัญชา ที่มีหน้าที่กล่อมเกลาและสอนสั่งแก่รุ่นน้อง หรือ นักเรียนชั้นปีที่ ๑ ให้เข้าใจเหตุผล และ แบบธรรมเนียมการปฏิบัติ
ระบบเกียรติศักดิ์ มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใจ อยู่ที่ ความรักในเกียรติของตนเอง และความรักในเกียรติ ของหมู่คณะ เมื่อมีใจเช่นนั้นแล้ว ใช้ตรรกะเหตุผล ผสมประสบการณ์และความรู้ มาคิดพิจารณา มีสติ คุ้มครองการกระทำ แต่หากเกิดผิดพลาดพลั้งเผลอ ความรู้สึกผิดในใจของตน จะเป็นเครื่องเตือนให้เกิดความละอายต่อบาป ในลักษณะเดียวกับธรรมเนียมปฏิบัติของสงฆ์ เมื่อรู้ตัวว่าได้ละเมิดศีล หรือพระธรรมวินัย ก็จะต้องปลงอาบัติ เพื่อเตือนตนให้สำนึกผิด แล้วตั้งใจจะไม่กระทำอีก
แต่หากเป็นการกระทำผิด ฐานละเมิด / ฝ่าฝืนกฎระเบียบของกรมนักเรียนฯ จะพ้นขอบเขตของ ระบบเกียรติศักดิ์ กลับไปใช้ระบบการปกครองบังคับบัญชา และการลงโทษทางวินัยของทหารตามปกติ แต่การกระทำบางอย่างก้ำกึ่งกันระหว่าง ระบบเกียรติศักดิ์ กับ ระบบการลงโทษทางวินัย อาจไม่ผิดวินัย แต่ส่งผลกระทบถึงชื่อเสียง เกียรติศักดิ์ของนักเรียนทหารโดยรวม (ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง) จึงต้องเปิด ศาลเกียรติศักดิ์ ให้ตุลาการฯ ร่วมกันพิจารณาคดีและตัดสินลงโทษ ซึ่งการลงโทษดังกล่าวเป็นการลงโทษทางสังคม มิใช่ลงโทษตามอำเภอใจ มิใช่ความไม่พอใจส่วนตัว แต่เป็นการลงโทษ เพื่อส่วนรวม เพื่ออนาคตจะได้สามารถรักษาเกียรติของหมู่คณะไว้ได้ต่อไป
ถ้าเป็นไปตามอุดมคติ ศาลเกียรติศักดิ์ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ เพราะผู้กระทำความผิดจะเป็นผู้พิจารณาโทษและตัดสินความผิดของตนเอง ส่วนอำนาจการลงโทษก็จะต้องพิจารณาต่อไปอีก ถ้าเป็นการตัดแต้มคุณธรรมอาจให้คณะกรรมการนักเรียนฯ มีอำนาจสั่งตัดฯได้ การลงโทษ ตั้งแต่ การตัดคะแนนความประพฤติ ขึ้นไป อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ที่จะพิจารณาสั่งลงโทษตามแบบธรรมเนียมทหาร ตามข้อเสนอแนะของ ศาลเกียรติศักดิ์ การพิจารณาโทษตามระบบเกียรติศักดิ์ จึงเป็นลำดับขึ้นไปดังนี้
๑. รู้สึกผิด สำนึกบาป สัญญากับตนเองว่าจะไม่กระทำผิดอีก
๒. ลงโทษตนเอง
๓. ศาลเกียรติศักดิ์ลงโทษ
๔. การลงทัณฑ์ตามวินัยทหาร
ศาลเกียรติศักดิ์ เป็นเรื่องของนักเรียนฯ โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์เพื่อ ฝึกหัดปกครองกันเอง ฝึกหัดไต่สวน พิจารณาคดีความ และตัดสินลงโทษ เพื่อให้นักเรียนจะได้รู้จักการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม อย่างเป็นประชาธิปไตย ภายใต้การกำกับดูแลของนายทหารปกครอง อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการใช้อำนาจอย่างศาลเตี้ย หรือ การตีแมว
หลักการลงโทษ จะเริ่มจากเบาไปหาหนัก และมีมาตรการกระทำอย่างเป็นระบบ โปร่งใส ด้วยเหตุ ด้วยผล เริ่มจาก การสาบานตน มาตรการเตือน การรายงานความผิด การสารภาพผิด การให้คำมั่นสัญญา การชี้มูลความผิด การคาดโทษ และการลงโทษ โดยปกติแล้ว เรื่องที่จะนำเข้าพิจารณาในศาลเกียรติศักดิ์ เป็นเรื่องคุณธรรมพื้นฐานตามคำปฏิญาณ Honor Code หรือ การละเมิดที่มิได้จงใจฝ่าฝืน

เกียรติชัย ของ เวสปอยต์ 
ระบบเกียรติศักดิ์ จึงดำรงอยู่ได้อย่างน่าชื่นชมใน โรงเรียนนายร้อย เวสปอยต์ เพราะชีวิตของทหาร ต้องเสี่ยง ต้องร่วมเป็นร่วมตาย ในสังคมของนักเรียนนายร้อย และนายทหารที่สำเร็จออกไปรับราชการแล้ว ต่างตระหนักดีว่า ระบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้นำชีวิตของพวกเขา ทุกคนคุ้นเคย และดำเนินชีวิต ตามแบบฉบับที่ได้หล่อหลอมมา ในขณะที่สังคมภายนอก ต่างต่อสู้แข่งขันกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เปรียบหรือทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้แซงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งแถวหน้า โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
ความสำเร็จนี้เกิดจากหลายเหตุผล ประการหนึ่ง ผู้มีอำนาจรับผิดชอบของเวสปอยต์ ไม่เคยนำระบบเกียรติศักดิ์มาใช้จับผิดเรื่องเล็กๆน้อยๆ กับผู้ใต้บังคับบัญชา ประการที่สอง นายทหารปกครอง และอาจารย์ของ เวสปอยต์ เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเคยผ่านกระบวนการปลูกฝังอุดมการณ์เช่นนี้มาแล้ว
ความรักหมู่คณะ ความจริงใจต่อกัน จึงกลายเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่ยึดมั่นในหมู่ทหาร

ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ 
บันไดขั้นแรกของการสร้างผู้นำ เริ่มต้นจากการที่ให้นักเรียนชั้น ๑ มีสิทธิ์เป็นศูนย์ นักเรียนทหารจะเรียนรู้วิธีการนำ จากการเป็นผู้ตามที่ดีก่อน พวกเขาจะได้เรียนรู้ความยากลำบากที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อถึงวันที่เขาได้เป็นผู้นำกองร้อย เขาจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี อย่างชนิดที่มิอาจบรรยายด้วยคำพูด
บันไดสี่ขั้นของการฝึกความเป็นผู้นำ ประกอบด้วย
๑. การฝึกให้รู้จักการทำงานเป็นทีม เรียนรู้ความสำคัญของแต่ละคน และความสัมพันธ์ในทีม
๒. การฝึกให้รู้จักคิดวิเคราะห์ วางแผน หัดทำ และหัดรับผิดชอบ
๓. การฝึกจนเกิดความเชื่อมั่นในทักษะผู้นำ สามารถพึ่งตนเองและให้ผู้อื่นพึ่งได้
๔. การฝึกให้เป็นผู้นำระดับที่สูงขึ้นไป ให้คิดกว้าง มองไกล คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว และสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนได้

กฎแห่งเกียรติยศข้อแรกนั้น กระทำได้ยากที่สุด นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า “คนเราโกหกตนเอง มากกว่าที่จะโกหกผู้อื่น” ชีวิตนักเรียนทหารเมื่อเริ่มต้น นักเรียนอาวุโสจะสอนน้องใหม่ ให้ใส่ใจและจริงจังต่อคำพูด คำปฏิญาณ(ที่ว่าจะไม่โกหก) บทเรียนแรกของการฝึกเป็นผู้นำ จึงอยู่ที่ต้องระมัดระวังในคำพูดของตน และควรมีชั้นเชิงในการใช้คำพูด แต่เมื่อตกปากรับคำแล้ว ต้องมีเจตนาที่จะกระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ พวกเขาจริงจังในจุดนี้ และเมื่อปลูกฝังต่อไป นานวันเข้าก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เหนียวแน่ แล้วทุกอย่างก็จะง่ายไปหมด ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้บังคับบัญชาถามว่า เรียบร้อยไหม การที่นักเรียนฯ ตอบว่า เรียบร้อยครับ คำตอบนั้น มันหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ ในสังคมของสุภาพบุรุษนักเรียนทหาร จะไม่มีความหวาดระแวงกัน ไม่ต้องคลางแคลงในเรื่อง การรายงานเท็จ การทุจริตในห้องสอบ ขยายไปจนถึง การเอาเปรียบ เอาตัวรอด แสวงหากำไร เนื่องเพราะพวกเขาถูกสอนมาให้ สัตย์ซื่อ เสียสละเพื่อส่วนรวม จนถึง สละชีพเพื่อชาติ
ผู้นำทางทหารที่ดี จะเชื่อมั่นในทีมของเขา ทุกคนจะรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม ความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจนี้แหละ คือจุดมุ่งหมายของ ระบบเกียรติศักดิ์  
ในชีวิตทหารมีหลายโอกาสที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยไม่ลังเล แต่ความรู้ที่จำเป็นของทหารก็มีมากมาย เช่น ระบบยศ รายละเอียดในกฎระเบียบ สมรรถนะของอาวุธ โครงสร้างหน่วย สิ่งเหล่านี้จำเป็นที่นักเรียนใหม่ต้องเรียนรู้และจดจำ นักเรียนอาวุโสจะสอนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทดสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย นักเรียนใหม่จึงต้องรู้จักทำให้สมองปลอดโปร่งให้ได้ ภายใต้ความกดดันที่รุ่นพี่หยิบยื่นให้
ปีที่ ๑ ของชีวิตนักเรียนทหาร อันเป็นปีแห่งการฝึกหนัก ทุกข์ทรมาน ที่ทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้พวกเขา รู้จักยอมรับในอำนาจของผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อผ่านมันมาได้ พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึง ความภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเอง
การฝึกแถวและสวนสนาม ก็สอนให้รู้จักความอดทนแบบทหาร ส่วนกีฬาหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น รักบี้ ฟุตบอล ชกมวย ก็สอนให้พวกเขารู้จักการวางแผนให้ได้ชัยชนะ รู้จักการต่อสู้ในกฎเกณฑ์ แต่เมื่อการต่อสู้สิ้นสุด ก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน เกมการฝึกโหดทั้งหลายจะสอนให้พวกเขารู้จักการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะอย่างขาวสะอาด ผู้นำทางทหาร ต้องรู้จักใช้ความดุดัน ก้าวร้าว แต่ต้องสามารถควบคุมมันให้ได้ พวกเขาถือคติว่า “ก่อนชนะต้องดุดัน ชนะแล้วต้องเมตตา” การฝึกหนักและเกมกีฬาของโรงเรียนทหารนั่นแหละคือ วิธีที่ดีที่สุดในการฝึกควบคุมอารมณ์ เพราะพวกเขามีเป้าหมายที่สูงขึ้นไป ที่ต้องฝ่าอีกหลายด่าน แล้วความเชื่อมั่นในตนเองก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
ความเชื่อมั่นนั้น คือคุณสมบัติที่จำเป็นของความเป็นผู้นำ เพราะเมื่อพึ่งตนเองได้ ผู้ตามก็สามารถจะพึ่งพาได้ ผู้ที่ใจถึงพึ่งได้ ยอมได้รับเกียรติ แล้วในที่สุดเกียรติของพวกเขาที่สั่งสมกันมา ก็จะกลายเป็นเกียรติของหมู่คณะ เกียรติของสถาบัน
กระบวนการหล่อหลอมความเป็นผู้นำของโรงเรียนทหาร จึงคลุกเคล้ากันระหว่าง จุดหมายที่ใฝ่ฝัน บรรยากาศของหมู่ลูกผู้ชาย การยอมรับและจริงใจต่อกัน จิตวิญญาณของการต่อสู้ ความรักชาติ ความมุ่งมั่นอดทน ความภาคภูมิใจ ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความรักเกียรติของหมู่คณะ (ระบบเกียรติศักดิ์) ระบบการฝึกศึกษาทางทหาร ระบบการปกครองบังคับบัญชา วัฒนธรรมประเพณี และแบบอย่างในชีวิต เป็นต้น
เกียรติศักดิ์ผู้ครองฟ้า
เด็กหนุ่มส่วนมากฝันที่จะได้เป็นนักบิน จึงสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ (นนอ.) แล้วเขาก็เป็นเพียงหนึ่งในสองร้อยคนที่ผ่านการสอบเข้ามาได้ เมื่อฝันแล้วก็ต้องสู้ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ขั้นแรก คือการเผชิญกับสิ่งที่บรรพชนของกองทัพอากาศ พระยาเฉลิมอากาศ ที่ท่านให้ไว้ “เคยแล้วสบาย” หมายถึงเคยลำบาก เคยทุกข์ยาก เคยท้อแท้ผิดหวัง ถ้าฟันฝ่าผ่านมันมาได้ ต่อไปมันก็จะสบายเมื่อปลายมือ นนอ.ชั้นปีที่ ๑ จะได้รับการฝึกอบรมให้รู้จัก กฎระเบียบ เรียนเครียด ฝึกหนัก กีฬาสาหัส แต่เมื่อเขาผ่านกระบวนการเหล่านั้นมาได้ ก็จะมาถึงวันแห่งความปลาบปลื้ม วันที่พวกเขาได้รับกระบี่สั้น นั้นหมาย ถึงการยอมรับของรุ่นพี่ ที่ให้เข้าเป็นสมาชิกแห่งทีมสปิริตผู้ครองฟ้า นั่นคือวันที่ช่อชัยพฤกษ์ช่อใหม่ได้เริ่มเบ่งบาน
โรงเรียนนายเรืออากาศ ถอดแบบพิมพ์นิยม ระบบเกียรติศักดิ์นี้มาเต็มรูป เรามีคำขวัญว่า Smart Academy แม้ฟังดูจะมีกลิ่นนมเนยไปสักหน่อย เนื่องด้วยชีวิตของพวกเราต้องเหาะไปไหนมาไหนไกล ๆ แต่ถ้าแปลเป็นไทยก็จะมีความหมายที่อธิบายได้ เพราะคำว่า Smart นั้นคือ เอกลักษณ์ของนักเรียนทหารอยู่แล้ว นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายคนเคยบอกว่า ต่อให้ถอดเครื่องแบบออก เห็นข้างหลังยังบอกได้ว่าเป็นนักเรียนเหล่า(นักเรียนนายร้อย นายเรือ,นายเรืออากาศ) สมาร์ทในภาษาอังกฤษแปลว่า ฉลาด สมาร์ทในภาษาไทยแปลว่า เท่ สมาร์ทในภาษาทหารแปลว่า สง่า ความสง่างามนั้นคือคุณสมบัติของผู้นำ (ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น)ส่วนคำว่า Academy นั้นไม่ใช่ University แม้จะเรียนแบบอุดมศึกษา บ่งบอกว่าเข้มข้นในการฝึกหัด ลงมือปฏิบัติจริง
ความต้องการพิเศษของโรงเรียนนายเรืออากาศ เหนือกว่าการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จไปเป็นพลเมืองดีของประเทศ เราต้องการนักรบเวหา ที่สามารถครองเทคโนโลยีอันซับซ้อนและทันสมัยที่สุดได้ เราจึงให้ความ สำคัญแก่ สมอง เพื่อให้พวกเขา จะได้สามารถแก้ปัญหาเทคนิคที่ไม่มีใครจะแก้ได้ เมื่อสมองกลในเครื่องเกเร พวกเขาต้องใช้ Smart weapon โจมตีเป้าหมายให้แม่นยำ โดยมิให้เกิดความเสียหายข้างเคียง ระบบการซ่อมของเราจึงต้อง ซ่อมทั้งร่างกายและสมองของนักเรียนด้วย
ระบบเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายเรืออากาศ ขับเน้น ด้วยการให้เกียรติ ให้โอกาสแก่นักเรียนนายเรืออากาศ สอนเขาอย่างผู้ใหญ่ ให้เขาได้มีโอกาสคิดเองทำเอง ผู้บังคับบัญชาจะเล่นบทโค้ชและกองเชียร์ เมื่อบังเกิดผลสำเร็จ นักเรียนจะภาคภูมิใจ เพราะเป็นผลงานของเขาล้วน ๆ นี่คือการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งมวล ความภาคภูมิใจเช่นนี้ นานวันเข้าจะกลายเป็น ความภาคภูมิ สง่างาม แล้วจะ สมาร์ท เราครองเทคโนโลยี เครื่องช่วยฝึกของเรา เลยเถิดเกินกว่าจะเรียก E-Learning เพราะเราเป็น E-Exercise เป็น Simulator (เครื่องจำลองสถานการณ์ฝึก) แล้วบั้นปลาย เราก็มีเครื่องบินจริง ๆ ให้นักเรียนได้ ฝึกบิน
ความดีที่ทำได้ยาก 
“ธงชัยเฉลิมพล ย่อมนับว่าเป็นยอดเป็นจอมแห่งกองทหารทั้งหลาย สืบมาแต่โบราณ เป็นหน้าที่ของกองทหารนั้นที่จะต้องระวังรักษาธงนั้นไว้ด้วยความเคารพยิ่ง เหตุเพราะว่าธงนั้นเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศของกองทหาร เมื่อเวลาเข้าสู่สงคราม ทหารทั้งปวงจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาธงชัยเฉลิมพลสำหรับกองตัวยิ่งกว่าชีวิต เมื่อเป็นดังนั้น ธงชัยเฉลิมพลจึงเป็นเครื่องชักนำความองอาจแห่งหมู่ทหารทั้งปวง ให้ต่อสู้ศัตรูมิให้ย่อหย่อน เมื่อมีความองอาจเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นเครื่องชักนำให้ถึงที่มีชัยชนะโดยความกล้าหาญ...”
พระบรมราโชวาท ร. ๕ พระราชทานแก่ กรมทหารบก พ.ศ. ๒๔๓๕
นายทหาร-นายตำรวจหลักที่สำเร็จจากโรงเรียนเหล่าทัพและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จักต้องมีคุณสมบัติของผู้นำ สูงกว่าผู้นำในอาชีพอื่น ด้วยยึดมั่นในคุณธรรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ยากลำบากเพียงใด มากกว่า ความไม่ถูกต้อง ที่กระทำได้ง่ายดาย ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการท่านเรียกว่า “ความดีที่ทำได้ยาก” สละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อครอบครัว สละประโยชน์สุขครอบครัวเพื่อ เอกราช และราชบัลลังก์

เสียงามอย่าเสียศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ เสียทรัพย์อย่าเสียอรรถ รอบรู้
เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ธรรมะ เสียชาติอย่าเสียสู้ สละชนม์
“ดุสิตสมิต”

February 21

ทหารอาชีพ – อาชีพหรือลัทธิ

การเป็นทหารในบ้านเราเนี่ย เป็นเหมือนการเข้าลัทธิ มันไม่ได้เป็นอาชีพเหมือนอาชีพอื่น ๆ เขา

           ผมนึกภาพตามไป และรู้สึกจริงอย่างที่น้องคนนั้นว่า เพราะว่าเราจะทราบกันดีในหมู่คนที่เป็นทหารว่า หลังจากเราเลือกเส้นทางที่จะประกอบอาชีพเป็นทหารแล้ว การจะลาออกจากทหารแล้วไปประกอบอาชีพอื่น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นทหารบก เพราะทหารเรือ และทหารอากาศ จะมีวิชาชีพ เฉพาะที่รองรับ และสามารถประกอบอาชีพ เช่น เดินเรือ หรือ เป็นนักบิน ได้

           แต่ทหารบกนั้นค่อนข้างที่อาภัพที่สุด รายได้ก็น้อย ถ้าจะลาออกไปทำอาชีพอื่น ๆ มีแต่คนบอกว่าอย่างมากก็เป็นหัวหน้ายาม หรือขับรถแท็กซี่ ความจริง สองอาชีพนี้ไม่ได้ต่ำต้อยอะไรเลย เพียงแต่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่นน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง (แต่ยังดีกว่าสมัยที่ผมเด็ก ๆ ก่อนที่ผมจะเข้าโรงเรียนนายร้อย มีคนบอกผมหลายคนว่าจบ รร.จปร. จบไปแล้วไปเป็นปุ๋ย เพราะว่าสมัยนั้นเรามีภัยคุกคามทั้งภายใน ภายนอก รุ่นพี่ที่จบไปใหม่ ๆ อายุ 20 ต้น ๆ ปีแรกเลยก็เสียชีวิต พิการ กันไปหลาย เปอร์เซ็นต์ของรุ่น และก็เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในปีถัด ๆ มา)

           ผมเคยคุยกับเพื่อนผมชาวเกาหลีใต้คนหนึ่ง เขาเป็นทหารอากาศ เขาเล่าให้ผมฝังว่า เป็นทหารเกาหลีใต้ถ้าจะลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ๆ กองทัพเกาหลีใต้จะมีสายสัมพันธ์กับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ที่ทำให้คนที่ลาออกจากทหาร แล้วสามารถไปประกอบอาชีพอะไรก็ได้ตามความรู้ความสามารถที่มี สาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่น ผมมาวิเคราะห์ดูแล้ว คิดว่าจะมาจากผู้ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนจะต้องเป็นทหารคนละ 3 ปี ไม่มีข้อยกเว้น โดยจะเป็นก่อน ระหว่าง หรือหลังเรียนปริญญาตรีก็ได้ แต่ทุกคนจะต้องเป็น ยกเว้นว่ามีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเป็นทหารได้ เมื่อครบ 3 ปี แล้วจะไปประกอบอาชีพอะไรก็ได้ สิ่งตรงนี้เองทำให้คนเกาหลีใต้ ที่ไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ เข้าใจชีวิตการเป็นทหารดี และให้โอกาสกับคนที่มีอาชีพเป็นทหารหลัก ในการประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทหารได้ ที่ผมกล่าวมานี้ไม่ได้ต้องการที่จะให้เราไปเหมือนเกาหลีใต้ ที่ทุกคนจะต้องมาเป็นทหาร เพราะผมมองว่าบ้านเราไม่มีภัยคุกคามที่สูงขนาดที่จะต้องให้ทุกคนมาเป็นทหาร ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างความแตกต่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าการเป็นทหารประเทศอื่นนั้นต่างจาก บ้านเราที่เขาสามารถไปประกอบอาชีพอะไรหลังจากที่เขาไม่อยากเป็นทหารแล้ว

           พอเล่าถึงเรื่องนี้ ผมเลยนึกไปถึงเรื่องของ การเป็นทหารในสหรัฐ ฯ สมัยก่อน ตอนผมเป็นทหารรบพิเศษ ผมมีโอกาสได้ฝึกร่วมกับทหารรบพิเศษของสหรัฐ ฯ ประจำไม่ว่าจะเป็น Green Beret หรือว่า Delta Force ผมเคยถามเขาว่า หลังจากเขากลับไปแล้วเขาจะไปทำอะไร บางคนบอกว่า เขาจะไปเป็นหมอ หลังจากอยู่ในหน่วยรบพิเศษ อีกสัก 2 ปี บางคนบอกว่าอยากไปวิศวกร สมัยนั้นผมยังเป็นนายทหารหนุ่ม ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่เพียงว่าแปลกดีนะ สังคมเขาให้โอกาสกับคนที่เป็นทหาร

           เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยผมเองได้มีโอกาส เป็นคณะทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมบังคับบัญชา ของกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือภาษาอังกฤษว่า Command, Control, Communication, and Intelligence: C3I (ปัจจุบัน เป็น Command, Control, Communication, Computers, Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance: C4ISR) ซึ่งเป็นระบบที่เราจัดซื้อแบบ turn key จากบริษัทต่างประเทศ ในการเป็นคณะทำงานจะมีการประชุมกับวิศวกร ของบริษัท สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผมพอสมควร นั่นคือวิศวกรทุกคน เคยเป็นทหารมาก่อนทั้งนั้น บางคนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐ ฯ บางคนจบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์

           ถัดมาเมื่อผมได้รับทุนมาศึกษาที่สหรัฐ ฯ ผมได้เริ่มเข้าใจและเห็นภาพชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทำไมสังคมสหรัฐ ฯ ถึงให้โอกาสคนที่เป็นทหาร ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ได้หลังจากที่ตัวเองไม่อยากเป็นทหารแล้ว เรื่องนี้ถ้าคนที่ไม่ได้เข้ามาศึกษาจริง ๆ แล้วจะเหมือนกับสวยหรู ดูสาวยงามไปหมด ทำนองว่า ใครใคร่ค้า ๆ ใครใคร่ขาย ๆ แต่ก็มีเรื่องราวอื่น ๆ ที่มากกว่านั้นคือ

           กองทัพสหรัฐ ฯ ใช้งบประมาณมหาศาลในการที่จะหว่านล้อมให้คนมาเป็นทหารในระดับต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ มีการแข่งขันระหว่าง กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ หน่วยรักษาฝั่ง (สหรัฐ ฯ มีกองกำลังหลัก ๆ 5 กองกำลัง โดย นย. ถือได้ว่าเป็นอีกเหล่าหนึ่ง แต่บ้านเรา นย.เป็นทหารพรรคหนึ่ง) เช่น กองทัพบก เมื่อหลายปีก่อน ออก campaign ที่ชื่อ “Be All You can Be” และทำโฆษณาออกมาให้วัยรุ่น วัยหนุ่ม หันมาเป็นทหาร โดยจะได้รับผลตอบแทนเช่น ค่าใช้จ่ายในการเรียน ในระดับอุดมศึกษา และระหว่างเรียนต้องไปฝึกทหาร ซึ่งจะเรียกว่า เป็น ROTC (Reserve Officers' Training Corps) และเมื่อจบปริญญาตรี ต้องไปรับราชการเป็นทหารอีก 3 ปี เป็นอย่างน้อย หลัง 3 ปี ถ้าใครต้องการที่จะลาออกจะไม่ต้องเสียค่าปรับใด ๆ หรือใครจะอยู่ในกองทัพต่อได้

           ประโยชน์ที่ได้จากการเป็นทหารของคนที่สมัครเข้าเป็น ROTC คือ ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ในระหว่างที่เป็นทหาร สวัสดิการที่ว่านี้ เมื่อประกอบกับเงินเดือน นับว่าสามารถมีความเป็นอยู่ที่ไม่ได้อัตคัดแต่อย่างไร นอกจากนี้ ตำแหน่งบางตำแหน่งในกองทัพสหรัฐ ฯ จะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ ไฮเทคที่ทันสมัย เมื่อทหารคนใดที่ผ่านงานตำแห่งดังกล่าวไปแล้ว จะสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการสมัครงานได้อย่างสบาย

           แต่หลังจาก campaign ที่ชื่อ “Be All You can Be” ออกมาได้ไม่นาน เมื่อกองทัพบก สหรัฐ ฯ กลับมาประเมินผล ปรากฏว่าผลที่ได้รับคือ คนเข้ามาเป็นทหารบก ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ เพราะว่า อยากจะเป็นอะไรก็เป็น (Be All You can Be) ในที่สุด กองทัพสหรัฐ ๆ เลยต้องเปลี่ยนคำขวัญใหม่มาเป็น “Army of One” พร้อมกับจ้างบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการโฆษณาให้ทำแผนการโฆษณาให้ แต่ปัจจุบันได้ออก Campaign ใหม่ออกมาเป็น “Army Strong” ซึ่งมีผลมาจากเป้าของการสมัครเป็นทหารบกลดลง หลังจากที่สหรัฐฯ เผชิญกับเหตการณ์ 911 และ ส่งกำลังของตนเองไปยังอัฟกานิสถานและอิรัก ทำให้มีการสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ทางกองทัพสหรัฐฯ จึงปรับเปลี่ยนคำขวัญใหม่ให้กลายเป็น “Army Strong” พร้อมกับออก campaign ทำการโฆษณาด้วยงบประมาณกว่า 200 เหรียญสหรัฐ

           การทำโฆษณาของกองทัพบก เรือ อากาศ และนาวิกโยธิน (ส่วนรักษาฝั่งไม่ค่อยที่จะทุ่มงบประมาณตรงนี้เท่ากับเหล่าทัพอื่น ๆ) การโฆษณาจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ วัยรุ่น และ นักศึกษาตามมหาวิทยาลัย การแข่งขันนี้สูงมาก ถ้าหลาย ๆ ท่านสนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่เวบไซต์รับสมัครคนเป็นทหารสหรัฐฯ (1) ทบ. ใช้คำขวัญปัจจุบันเป็น “Army Strong” – http://www.goarmy.com (2) ทร. ใช้คำขวัญ “Accelerate Your Life” -- http://www.navy.com ซึ่งถือได้ว่าเป็น campaign ที่ประสบความสำเร็จที่ปัจจุบันยังปรากฏที่เวบไซต์ (3) ทอ. ใช้คำขวัญ “Cross Into the Blue” -- http://www.airforce.com และ (4) นย. “The Few, the Proud” -- http://www.marines.com

           ที่ผมนำเรื่องราวของกองทัพสหรัฐ ฯ มาเล่าให้ฟังค่อนข้างมากเพราะว่า หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกยอมรับว่ากองทัพสหรัฐ ฯ เป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่ และมีประสิทธิภาพ กองทัพหนึ่งของโลก และหลาย ๆ คนในบ้านเราชอบอ้างถึงกัน นอกจากนี้ สมัยที่ผมศึกษาปริญญาเอกอยู่ สหรัฐ ฯ ผมค่อนข้างที่จะสนิทกับ ผบ.หน่วย ROTC ที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากความที่เคยเป็นทหารรบพิเศษเหมือนกัน เราเลยคุยกันถูกคอ และตอนเช้า ๆ เราจะออกไปออกกำลังกายเสมอ ผมเองเคยถูกชวนให้ไปบรรยายให้กับ นักเรียนทหาร ROTC ฟัง แต่ผมปฏิเสธไปเพราะว่าผมไม่ได้เตรียมเครื่องแบบไปด้วย และหาข้อมูลลำบากในขณะนั้น

           ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะให้กองทัพของเราไปเหมือนกับกองทัพของเขา ผมอยากจะสื่อให้เห็นถึงความแตกต่าง ในด้านต่าง ๆ ที่กองทัพของเรานั้นจะไปทำตามกองทัพเขาคงไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศเล็ก ที่มีภัยคุกคาม และผลประโยชน์ของชาติในรูปแบบที่ต่างกัน นอกจากนี้ปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา คิดว่าเราคงต้องรัดเข็มขัดกันพอสมควร และกองทัพเองพยายามที่จะปรับโครงสร้าง ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และมีขนาดกระทัดรัด (เหมาะสมกับประเทศเราจริงหรือ ???)

           สิ่งที่เราสามารถที่เห็นภาพได้ชัดเจนจากกองทัพสหรัฐ ฯ คือ คนที่เข้าเป็นทหาร นั้นจะมีเพียงส่วนน้อยที่เข้าเพราะว่าอยากจะเป็นทหารจริง ๆ เพราะคนที่อยากจะเป็นจริง จะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารอย่าง โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยท์ โรงเรียนนายเรือแอนนาโปลิส โรงเรียนนายรืออากาศ ที่เหลือส่วนใหญ่เข้าเป็นทหารเพราะต้องการหาเงินเรียน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กองทัพสหรัฐ ฯ เองก็ยอมรับในจุดนี้ เพราะการโฆษณานั้นจะเน้นไปที่ สองกลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกคือคนที่หาทุนการศึกษา โดยจะเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

           ส่วนอีกลุ่มจะเน้นไปที่คนที่อยากจะเป็นทหารแต่ไม่ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนทหาร ตรงนี้จะมีส่วนน้อย จะเน้นไปใน ทหารที่ทำหน้าที่พิเศษและเกี่ยวข้องกับการรบ เช่น ทหารบก จะเน้นที่ ทหารรบพิเศษ อย่าง หน่วย Green Beret, Ranger ฯลฯ ทหารเรือ จะเน้นหลักสูตร BUD/S (Basic Underwater Demolition) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่คนที่เข้าไปเห็นหน่วย ซีล (SEAL) จะต้องผ่าน และเน้นไปที่นักบินทหารเรือ ทหารอากาศ แน่นอนที่จะเน้นในการเป็นนักบิน

           สำหรับนาวิกโยธินจะแปลกกว่าเหล่าทัพอื่น ตรงที่คนที่มาสมัครเป็น นย. นั้นคือคนที่อยากจะเป็นทหารจริง ๆ เพราะว่า หลักสูตร Basic Training ของ นย. เป็นหลักสูตรที่ขึ้นชื่อ ว่าหนักกว่าเหล่าทัพอื่น ๆ และ คำที่เขาเคยโฆษณานั้น จะเขียนว่า

           “The Marine Corps offers a new life. It's not an easy life. It's definitely not a life for everyone. But, that's okay. The Marines don't want everyone. They also don't want just anyone. They want just a few...a few of the proud”.

           หรือถ้าเรียบเรียงกันง่าย ๆ คือ นาวิกโยธินเสนอชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ซึ่งตรงนี้นาวิกโยธินไม่ได้ต้องการทุกคน หรือบางคน แต่ นาวิกโยธินต้องการคนจำนวนน้อย จำนวนหนึ่ง ที่เขาเหล่านั้นจะมีความภาคภูมิใจกับการได้เป็นนาวิกโยธิน

           ย้อนกลับมาที่บ้านเรา ความแตกต่างของคนที่อยากจะเข้าเป็นทหารคือ ค่านิยม ที่ฝังลึกมากับวัฒนธรรมที่ยาวนานส่วนหนึ่งว่า พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นข้าราชการ และหลาย ๆ คนมองว่าการรับราชการทหารเป็นอาชีพที่มั่นคง และมีเกียรติ นอกจากนี้ทุกคนที่ตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นทหารต่างเข้าใจกติกาที่ว่า การเป็นทหารในบ้านเราไม่มีรายได้อะไรที่มากมายนัก มีแค่สวัสดิการเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าเทียบกับอาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์ วิศวกร ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งชอบพูดว่า

           “เป็นทหารเนี่ยจนกว่าที่คิด ไม่ใช่เป็นทหารได้มากกว่าที่คิด อย่างที่เขาโฆษณากัน”

           ถึงแม้ก่อนที่ทุกคนจะเข้ามาเป็นทราบกันดีว่าการเป็นทหารจะไม่มีรายได้อะไรมากมาย และมีความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยอบรับในสิ่งตรงนี้ได้ตลอดไป เพราะคนเราเมื่อทำงานไปนาน ๆ มากขึ้น จะมีความต้องการต่าง ๆ มากขึ้น ตามแนวคิดของ อับราฮัม เอ็ชฉ์ มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) ใน ทฤษฏีความต้องการตามลำดับขั้น (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) ทฤษฏีนี้จะแบ่งความต้องการของคนเรา ออกเป็น 5 ขั้นคือ

           1. ความต้องการทางร่างกาย (The physiological needs)
           2. ความต้องการความปลอดภัยมั่นคง (The safety and security needs)
           3. ความต้องการทางสังคม (The love and belonging needs)
           4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (The esteem needs)
           5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization needs)

           โดยที่คนเราจะเริ่มต้นจาก ความต้องการแรก ๆ เมื่อเรามีความต้องการตรงนั้นเพียงพอ เราจะขยับไปต้องการในขั้นต่อไป เช่น คนเราจะมีความต้องการทางร่างกายเป็นอันดับแรก เช่น อาหาร เสื้อผ้า เมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ เรานี้อย่างเพียงพอ เราจะเริ่มมองหาสิ่งที่ให้เรามั่นคงปลอดภัย เช่น มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง มีที่พักอาศัย และเมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเพียงพอ เราจะต้องการในขั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นสุดท้าย

           ทฤษฏีของมาสโลว์ เป็นทฤษฏีที่ สามารถใช้อ้างอิงได้ทุกยุคทุกสมัย คนเราเมื่อประกอบอาชีพใด ๆ ก็ตามมาเรื่อย ๆ จะแสวงหา หรือปรารถนา สิ่งต่าง ๆ ที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านคือ คนเรานั้นไม่เคยพอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างกันเลยระหว่างคนที่เป็นทหาร กับอาชีพอื่น ๆ เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง ทุกคนก็ปรารถนาจะได้เลื่อนตำแหน่งไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใคร ๆ ก็เป็นกัน

           แต่ถ้าเราหันมามองชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจะพบว่าค่านิยมของสังคม นั้นเปลี่ยนแปลงไป จากการมีเกียรติอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เงินทองเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น จำเป็นจนเรียกได้หลาย ๆ คนในปัจจุบันกลายเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน กันมากขึ้นแทนที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไป เพราะว่า หลายคนหายใจเข้าเป็นเงิน หายใจออกเป็นเงิน เวลามีลูก ก็ต้องหาเงินส่งเข้าโรงเรียนดี ๆ พ่อแม่ต่างต้องวิ่งเต้นหาเงินทองจำนวนมาก เพื่อที่จะให้ลูกของตนเองมีโอกาสเข้าศึกษาโรงเรียนชั้นนำ

           สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เป็นเพราะสังคมปัจจุบัน หันมานิยมชมชอบคนที่มีฐานะร่ำรวย แทนที่จะยกย่องชื่นชมคนที่ประกอบคุณงามความดีไป (ทุนนิยม ไม่ใช่ คุณธรรมนิยม) เมื่อการมีเงิน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการประสบความสำเร็จในสังคม เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับเรามากขึ้น แล้วใครล่ะจะไม่อยากมีเงิน

           คนที่เป็นทหารเองก็ไม่ต่างกัน หลาย ๆ คนอาจจะอยากมีเงิน มีทอง ถ้าไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการส่วนตัว ก็สนองความจำเป็นที่บีบบังคับจากสังคมในเรื่องของครอบครัว และถ้าทหารคนใดที่ขาดหิริโอตัปปะ หรือพูด ง่าย ๆ คือไม่ละอายต่อการทำบาปแล้ว สักวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะกลายสภาพจากคนที่เป็นทหารอาชีพ ไปเป็นคนที่แค่แต่งเครื่องแบบทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่เป็นทหารเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับอาชีพอื่น ๆ อีกด้วย แต่ผมจะไม่ขอกล่าวถึง

           เมื่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ผลกระทบที่ตกมายังคนที่เป็นทหาร ก็จะมีคำถามที่ว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้ทหารเหล่านั้น มีความเป็นทหารอาชีพได้ตลอดเวลา ไม่ลังเลที่จะเป็นทหารอาชีพ ไม่ว่าเขาจะจน จะร่ำรวยเพียงเพียงใด สิ่งที่ผมมองเห็นก็คงจะไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าสร้างให้เขาเหล่านั้นมี อุดมการณ์ ที่ซึมซับฝังอยู่ในความคิดจนกระทั่งเป็น จิตวิญาณ ทำให้มี ความเชื่อ ที่จะเป็นทหารอาชีพ

           แต่การสร้างความเชื่อทางสังคมว่าทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่เสียสละ ค่านิยมอันนี้อาจจะสามารถใช้ในได้ยุคก่อน ๆ สำหรับในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่อง ค่อนข้างยากพอสมควรที่จะสร้างบรรยากาศ และแรงจูงใจในการที่จะมาเป็นทหาร และเป็นทหารอาชีพ เนื่องจากบ้านเรามีภัยคุกคามทางสงครามหรือความมั่นคงที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องลำบาก ประกอบกับการได้รับอิทธิพลจากสังคมอุตสาหกรรม ที่ถาโถมมาจากประเทศตะวันตก ทำให้ทุกคนมุ่งที่จะสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ด้วยการหาอาชีพที่มีรายได้สูง (เงิน) การเป็นทหารจึงเป็นเรื่องสวนทาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสะดวกสบาย หรือรายได้จากการเป็นทหาร

           เรื่องของอุดมการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กองทัพจะต้องพยายามสร้าง และปลูกฝังตั้งแต่เขาเหล่านั้น เริ่มเข้ามาสู่ชีวิตทหาร การสร้างสมอุดมการณ์เป็นเรื่องที่ต้องกระทำตลอดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา สิ่งตรงนี้จะช่วยให้ อุดมการณ์พัฒนาการไปเป็น ทหารอาชีพโดยจิตวิญาณ และมีความเชื่อมั่นว่า การเป็นทหารอาชีพนั้น คือสิ่งที่มีคุณค่าที่เขาเหล่านั้น และสามารถจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ การสร้างให้ทหารมี อุดมการณ์ จิตวิญญาณ และความเชื่อ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นดีที่ใช้ป้องกันไม่ให้ มีทหารนอกแถวอย่างทหารมาเฟีย ทหารธุรกิจ ทหารทวงหนี้ ฯลฯ เกิดขึ้นมาได้

           สำหรับคนที่เป็นมีอาชีพเป็นทหารของทุกชาติบนโลกนี้ จะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ นั่นคือ ความเป็นชาติของชาตินั้น ๆ เพียงแต่ว่าเขาจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อด้วยอุดมการณ์ หรือรายได้ เท่านั้นเอง ทำนองเดียวกัน การเป็นทหารในบ้านเราจะถูกปลูกฝังให้ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ นั่นคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน และความเชื่อเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้ คนที่มีอาชีพเป็นทหารในบ้านเรามีจิตใจมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ปกป้องรักษา สถาบันหลักของชาติ การเป็นทหารไทยไม่ได้มีรายได้อะไรที่มากมาย เราไม่สามารถคาดหวัง ว่าคนจะมาเป็นทหารเพราะเรื่องรายได้ เพราะรายได้อย่างเดียวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ว่า เมื่อถึงคราววิกฤตเขายังพร้อมที่จะเป็นทหารอยู่หรือไม่

           แต่อุดมการณ์ เป็นเรื่องของนามธรรม ที่หลาย ๆ คนมักจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้ใด้ในชีวิตจริง เป็นแค่สิ่งที่มีอยู่ในอุดมคติเท่านั้น อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งเคยพูดว่า
 

           ลูกเมียไม่มีจะกิน ข้าวสารไม่มีจะกรอกหม้อ จะบ้าอุดมการณ์ไปทำไม

           ถ้าคิดตามคงจริงอย่างเพื่อนผมว่า เพราะ นโปเลียนเองยังบอกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่ถ้าเราหันมามองมุมกลับใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และยึดถือตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ผมเชื่อว่าเราน่าที่จะอยู่ได้ด้วยเงินเดือนทหาร ยิ่งสมัยนี้ทั้งสามี และภรรยาต่างก็ทำงาน คิดว่าครอบครัวทหารครอบครัวหนึ่ง จะมีรายได้สองทางคือจากสามี และภรรยา รายได้ตรงนี้น่าจะมาจุนเจือให้กับครอบครัวได้ ขอเพียงอย่างเดียว เราไม่ฟุ้งเฟ้อไปกับสังคมที่เปลี่ยนไป มีแค่ไหนใช้แค่นั้น ตามฐานะที่มี ใครมีฐานะมีกำลังทรัพย์ที่พอจะทำอะไรได้ เป็นสิทธิที่พึงจะกระทำ ถ้าเราไม่ทำอะไรที่เกินตัว เช่น ถ้าเราไม่ฐานะดีเราก็ไม่อายที่จะขับรถเก่า ๆ (เพราะมีปัญญาแค่นี้) ไม่อายที่จะใส่เสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่ได้มียี่ห้อดัง ๆ ทานข้าวแกงธรรมดา ๆ ได้ไม่จำเป็นต้องไปทานข้าวบนภัตตาคารหรู ๆ

           เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าการเป็นทหารไทย นั้นนอกจากจะเป็นอาชีพแล้วยังเป็นลัทธิอีกด้วย เพราะ ลัทธิ จะหมายถึง คติความเชื่อถือหรือความคิดเห็น เช่น ลัทธิศาสนา ลัทธิการเมือง ลัทธิประเพณี การสร้างความเชื่อ ตามความหมายของราชบัณฑิตยสถาน ความยึดมั่นในอุดมการณ์ในการเป็นทหารอาชีพ และรักชาติ เป็นสิ่งที่จะทำให้สถาบันทหารมีความมั่นคง สง่างาม มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติ อีกทั้งยังเป็นพลังอำนาจหลักของชาติด้านหนึ่ง ที่ร่วมกับพลังอำนาจของชาติทางด้านอื่น ๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม/จิตวิทยา และเทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยกันนำพาชาติไทยของเรา เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และตลอดรอดฝั่ง

           นึกไปนึกมาทำให้ผมคิดว่าการเป็นทหารอาชีพ ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างที่คิด แต่คงจะไม่ยากจนเกินไป มาถึงตรงนี้ คิดว่าหลาย ๆ อาจจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วคำว่า อุดมการณ์ จิตวิญญาณ และความเชื่อ ที่ผมกล่าวถึงบ่อย ๆ คืออะไร เราจะต้องทำอย่างไร คิดอย่างไร และเชื่ออย่างไร เราถึงจะกลายเป็นคนที่มีสิ่งเหล่านั้น เพียงพอที่จะเป็นทหารอาชีพ

 
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
W.wrote:
อาโหลลล....
ซาหวาดดี....
who r u ?
...^^!...
 
Nov. 5

การเมือง

Loading...Loading...

Manager Online - Metro Life

Loading...Loading...

จีน

Loading...Loading...

Video

No content has been added yet.