Poom's profileภูมิครับ PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
ภูมิครับชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล |
|||||
|
March 13 Hi5ของผมพัน นร 1กองพันนักเรียนที่ ๑ กรมนักเรียน โรงเรียนเตรียมทหาร
มันโคตร เหนื่อยฉิบหาย
<div><embed src="http://widget-76.slide.com/widgets/slideticker.swf" type="application/x-shockwave-flash" quality="high" scale="noscale" salign="l" wmode="transparent" flashvars="cy=h5&il=1&channel=1369094286725215862&site=widget-76.slide.com" style="width:426px;height:320px" name="flashticker" align="middle"/><div style="width:426px;text-align:left;"><a href="http://www.slide.com/pivot?cy=h5&at=un&id=1369094286725215862&map=1" target="_blank"><img src="http://widget-76.slide.com/p1/1369094286725215862/h5_t056_v000_s0un_f00/images/xslide1.gif" border="0" ismap="ismap" /></a> <a href="http://www.slide.com/pivot?cy=h5&at=un&id=1369094286725215862&map=2" target="_blank"><img src="http://widget-76.slide.com/p2/1369094286725215862/h5_t056_v000_s0un_f00/images/xslide2.gif" border="0" ismap="ismap" /></a></div></div> February 22 ระบบเกียรติศักดิ์ระบบเกียรติศักดิ์ “ ชื่อเสียง และ ยศศักดิ์ ถ้าไม่ใช่ชื่อเสียงและยศศักดิ์อันจอมปลอม ย่อมถือเป็นนิมิตเครื่องหมาย แสดงความดี ความสามารถ และสติปัญญา ของบุคคลให้ปรากฏ สาธุชนจึงใฝ่หามาเป็นเครื่องเชิดชูตน แต่โบราณนานมา ถือกันว่า การทำสงครามเป็นงานที่มีเกียรติ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การทำสงครามเป็นพระราชอำนาจ ที่เรียกว่า “ราชการสงคราม” อันเป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติ พระมหา กษัตริย์จะทรงตรากฎหมายเรียกเกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์เข้ามาเป็นทหาร แล้วนำมาฝึกหัด แต่งเป็นกองทัพ ออกไปต่อต้านการรุกรานของอริราชศัตรู กองทหารเหล่านั้นจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ แต่งเครื่องแบบสีสันสดใส ติดอาวุธสวมเกราะแวววับ ประดับธงทิวดูงามสง่า โอ่อ่าสมพระยศพระเกียรติของจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ เกียรติ คือภาษาของพวกเรา นายทหาร กับ ความเป็นสุภาพบุรุษ (Officer and Gentleman) กฎแห่งเกียรติยศ (Honor Code) ระบบเกียรติศักดิ์ ศาลเกียรติศักดิ์ (The Honor Court) เกียรติชัย ของ เวสปอยต์ ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ เสียงามอย่าเสียศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ เสียทรัพย์อย่าเสียอรรถ รอบรู้ February 21 ทหารอาชีพ – อาชีพหรือลัทธิการเป็นทหารในบ้านเราเนี่ย เป็นเหมือนการเข้าลัทธิ มันไม่ได้เป็นอาชีพเหมือนอาชีพอื่น ๆ เขา ผมนึกภาพตามไป และรู้สึกจริงอย่างที่น้องคนนั้นว่า เพราะว่าเราจะทราบกันดีในหมู่คนที่เป็นทหารว่า หลังจากเราเลือกเส้นทางที่จะประกอบอาชีพเป็นทหารแล้ว การจะลาออกจากทหารแล้วไปประกอบอาชีพอื่น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นทหารบก เพราะทหารเรือ และทหารอากาศ จะมีวิชาชีพ เฉพาะที่รองรับ และสามารถประกอบอาชีพ เช่น เดินเรือ หรือ เป็นนักบิน ได้ แต่ทหารบกนั้นค่อนข้างที่อาภัพที่สุด รายได้ก็น้อย ถ้าจะลาออกไปทำอาชีพอื่น ๆ มีแต่คนบอกว่าอย่างมากก็เป็นหัวหน้ายาม หรือขับรถแท็กซี่ ความจริง สองอาชีพนี้ไม่ได้ต่ำต้อยอะไรเลย เพียงแต่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่นน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง (แต่ยังดีกว่าสมัยที่ผมเด็ก ๆ ก่อนที่ผมจะเข้าโรงเรียนนายร้อย มีคนบอกผมหลายคนว่าจบ รร.จปร. จบไปแล้วไปเป็นปุ๋ย เพราะว่าสมัยนั้นเรามีภัยคุกคามทั้งภายใน ภายนอก รุ่นพี่ที่จบไปใหม่ ๆ อายุ 20 ต้น ๆ ปีแรกเลยก็เสียชีวิต พิการ กันไปหลาย เปอร์เซ็นต์ของรุ่น และก็เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในปีถัด ๆ มา) ผมเคยคุยกับเพื่อนผมชาวเกาหลีใต้คนหนึ่ง เขาเป็นทหารอากาศ เขาเล่าให้ผมฝังว่า เป็นทหารเกาหลีใต้ถ้าจะลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ๆ กองทัพเกาหลีใต้จะมีสายสัมพันธ์กับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ที่ทำให้คนที่ลาออกจากทหาร แล้วสามารถไปประกอบอาชีพอะไรก็ได้ตามความรู้ความสามารถที่มี สาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่น ผมมาวิเคราะห์ดูแล้ว คิดว่าจะมาจากผู้ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนจะต้องเป็นทหารคนละ 3 ปี ไม่มีข้อยกเว้น โดยจะเป็นก่อน ระหว่าง หรือหลังเรียนปริญญาตรีก็ได้ แต่ทุกคนจะต้องเป็น ยกเว้นว่ามีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเป็นทหารได้ เมื่อครบ 3 ปี แล้วจะไปประกอบอาชีพอะไรก็ได้ สิ่งตรงนี้เองทำให้คนเกาหลีใต้ ที่ไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ เข้าใจชีวิตการเป็นทหารดี และให้โอกาสกับคนที่มีอาชีพเป็นทหารหลัก ในการประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทหารได้ ที่ผมกล่าวมานี้ไม่ได้ต้องการที่จะให้เราไปเหมือนเกาหลีใต้ ที่ทุกคนจะต้องมาเป็นทหาร เพราะผมมองว่าบ้านเราไม่มีภัยคุกคามที่สูงขนาดที่จะต้องให้ทุกคนมาเป็นทหาร ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างความแตกต่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าการเป็นทหารประเทศอื่นนั้นต่างจาก บ้านเราที่เขาสามารถไปประกอบอาชีพอะไรหลังจากที่เขาไม่อยากเป็นทหารแล้ว พอเล่าถึงเรื่องนี้ ผมเลยนึกไปถึงเรื่องของ การเป็นทหารในสหรัฐ ฯ สมัยก่อน ตอนผมเป็นทหารรบพิเศษ ผมมีโอกาสได้ฝึกร่วมกับทหารรบพิเศษของสหรัฐ ฯ ประจำไม่ว่าจะเป็น Green Beret หรือว่า Delta Force ผมเคยถามเขาว่า หลังจากเขากลับไปแล้วเขาจะไปทำอะไร บางคนบอกว่า เขาจะไปเป็นหมอ หลังจากอยู่ในหน่วยรบพิเศษ อีกสัก 2 ปี บางคนบอกว่าอยากไปวิศวกร สมัยนั้นผมยังเป็นนายทหารหนุ่ม ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่เพียงว่าแปลกดีนะ สังคมเขาให้โอกาสกับคนที่เป็นทหาร เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยผมเองได้มีโอกาส เป็นคณะทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการควบคุมบังคับบัญชา ของกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือภาษาอังกฤษว่า Command, Control, Communication, and Intelligence: C3I (ปัจจุบัน เป็น Command, Control, Communication, Computers, Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance: C4ISR) ซึ่งเป็นระบบที่เราจัดซื้อแบบ turn key จากบริษัทต่างประเทศ ในการเป็นคณะทำงานจะมีการประชุมกับวิศวกร ของบริษัท สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผมพอสมควร นั่นคือวิศวกรทุกคน เคยเป็นทหารมาก่อนทั้งนั้น บางคนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสหรัฐ ฯ บางคนจบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ ถัดมาเมื่อผมได้รับทุนมาศึกษาที่สหรัฐ ฯ ผมได้เริ่มเข้าใจและเห็นภาพชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทำไมสังคมสหรัฐ ฯ ถึงให้โอกาสคนที่เป็นทหาร ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ได้หลังจากที่ตัวเองไม่อยากเป็นทหารแล้ว เรื่องนี้ถ้าคนที่ไม่ได้เข้ามาศึกษาจริง ๆ แล้วจะเหมือนกับสวยหรู ดูสาวยงามไปหมด ทำนองว่า ใครใคร่ค้า ๆ ใครใคร่ขาย ๆ แต่ก็มีเรื่องราวอื่น ๆ ที่มากกว่านั้นคือ กองทัพสหรัฐ ฯ ใช้งบประมาณมหาศาลในการที่จะหว่านล้อมให้คนมาเป็นทหารในระดับต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ มีการแข่งขันระหว่าง กองทัพบก เรือ อากาศ นาวิกโยธิน และ หน่วยรักษาฝั่ง (สหรัฐ ฯ มีกองกำลังหลัก ๆ 5 กองกำลัง โดย นย. ถือได้ว่าเป็นอีกเหล่าหนึ่ง แต่บ้านเรา นย.เป็นทหารพรรคหนึ่ง) เช่น กองทัพบก เมื่อหลายปีก่อน ออก campaign ที่ชื่อ “Be All You can Be” และทำโฆษณาออกมาให้วัยรุ่น วัยหนุ่ม หันมาเป็นทหาร โดยจะได้รับผลตอบแทนเช่น ค่าใช้จ่ายในการเรียน ในระดับอุดมศึกษา และระหว่างเรียนต้องไปฝึกทหาร ซึ่งจะเรียกว่า เป็น ROTC (Reserve Officers' Training Corps) และเมื่อจบปริญญาตรี ต้องไปรับราชการเป็นทหารอีก 3 ปี เป็นอย่างน้อย หลัง 3 ปี ถ้าใครต้องการที่จะลาออกจะไม่ต้องเสียค่าปรับใด ๆ หรือใครจะอยู่ในกองทัพต่อได้ ประโยชน์ที่ได้จากการเป็นทหารของคนที่สมัครเข้าเป็น ROTC คือ ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ในระหว่างที่เป็นทหาร สวัสดิการที่ว่านี้ เมื่อประกอบกับเงินเดือน นับว่าสามารถมีความเป็นอยู่ที่ไม่ได้อัตคัดแต่อย่างไร นอกจากนี้ ตำแหน่งบางตำแหน่งในกองทัพสหรัฐ ฯ จะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ ไฮเทคที่ทันสมัย เมื่อทหารคนใดที่ผ่านงานตำแห่งดังกล่าวไปแล้ว จะสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการสมัครงานได้อย่างสบาย แต่หลังจาก campaign ที่ชื่อ “Be All You can Be” ออกมาได้ไม่นาน เมื่อกองทัพบก สหรัฐ ฯ กลับมาประเมินผล ปรากฏว่าผลที่ได้รับคือ คนเข้ามาเป็นทหารบก ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ เพราะว่า อยากจะเป็นอะไรก็เป็น (Be All You can Be) ในที่สุด กองทัพสหรัฐ ๆ เลยต้องเปลี่ยนคำขวัญใหม่มาเป็น “Army of One” พร้อมกับจ้างบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการโฆษณาให้ทำแผนการโฆษณาให้ แต่ปัจจุบันได้ออก Campaign ใหม่ออกมาเป็น “Army Strong” ซึ่งมีผลมาจากเป้าของการสมัครเป็นทหารบกลดลง หลังจากที่สหรัฐฯ เผชิญกับเหตการณ์ 911 และ ส่งกำลังของตนเองไปยังอัฟกานิสถานและอิรัก ทำให้มีการสูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ทางกองทัพสหรัฐฯ จึงปรับเปลี่ยนคำขวัญใหม่ให้กลายเป็น “Army Strong” พร้อมกับออก campaign ทำการโฆษณาด้วยงบประมาณกว่า 200 เหรียญสหรัฐ การทำโฆษณาของกองทัพบก เรือ อากาศ และนาวิกโยธิน (ส่วนรักษาฝั่งไม่ค่อยที่จะทุ่มงบประมาณตรงนี้เท่ากับเหล่าทัพอื่น ๆ) การโฆษณาจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ วัยรุ่น และ นักศึกษาตามมหาวิทยาลัย การแข่งขันนี้สูงมาก ถ้าหลาย ๆ ท่านสนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่เวบไซต์รับสมัครคนเป็นทหารสหรัฐฯ (1) ทบ. ใช้คำขวัญปัจจุบันเป็น “Army Strong” – http://www.goarmy.com (2) ทร. ใช้คำขวัญ “Accelerate Your Life” -- http://www.navy.com ซึ่งถือได้ว่าเป็น campaign ที่ประสบความสำเร็จที่ปัจจุบันยังปรากฏที่เวบไซต์ (3) ทอ. ใช้คำขวัญ “Cross Into the Blue” -- http://www.airforce.com และ (4) นย. “The Few, the Proud” -- http://www.marines.com ที่ผมนำเรื่องราวของกองทัพสหรัฐ ฯ มาเล่าให้ฟังค่อนข้างมากเพราะว่า หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกยอมรับว่ากองทัพสหรัฐ ฯ เป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่ และมีประสิทธิภาพ กองทัพหนึ่งของโลก และหลาย ๆ คนในบ้านเราชอบอ้างถึงกัน นอกจากนี้ สมัยที่ผมศึกษาปริญญาเอกอยู่ สหรัฐ ฯ ผมค่อนข้างที่จะสนิทกับ ผบ.หน่วย ROTC ที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากความที่เคยเป็นทหารรบพิเศษเหมือนกัน เราเลยคุยกันถูกคอ และตอนเช้า ๆ เราจะออกไปออกกำลังกายเสมอ ผมเองเคยถูกชวนให้ไปบรรยายให้กับ นักเรียนทหาร ROTC ฟัง แต่ผมปฏิเสธไปเพราะว่าผมไม่ได้เตรียมเครื่องแบบไปด้วย และหาข้อมูลลำบากในขณะนั้น ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะให้กองทัพของเราไปเหมือนกับกองทัพของเขา ผมอยากจะสื่อให้เห็นถึงความแตกต่าง ในด้านต่าง ๆ ที่กองทัพของเรานั้นจะไปทำตามกองทัพเขาคงไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศเล็ก ที่มีภัยคุกคาม และผลประโยชน์ของชาติในรูปแบบที่ต่างกัน นอกจากนี้ปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา คิดว่าเราคงต้องรัดเข็มขัดกันพอสมควร และกองทัพเองพยายามที่จะปรับโครงสร้าง ให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และมีขนาดกระทัดรัด (เหมาะสมกับประเทศเราจริงหรือ ???) สิ่งที่เราสามารถที่เห็นภาพได้ชัดเจนจากกองทัพสหรัฐ ฯ คือ คนที่เข้าเป็นทหาร นั้นจะมีเพียงส่วนน้อยที่เข้าเพราะว่าอยากจะเป็นทหารจริง ๆ เพราะคนที่อยากจะเป็นจริง จะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนทหารอย่าง โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยท์ โรงเรียนนายเรือแอนนาโปลิส โรงเรียนนายรืออากาศ ที่เหลือส่วนใหญ่เข้าเป็นทหารเพราะต้องการหาเงินเรียน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กองทัพสหรัฐ ฯ เองก็ยอมรับในจุดนี้ เพราะการโฆษณานั้นจะเน้นไปที่ สองกลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกคือคนที่หาทุนการศึกษา โดยจะเน้นไปที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ส่วนอีกลุ่มจะเน้นไปที่คนที่อยากจะเป็นทหารแต่ไม่ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนทหาร ตรงนี้จะมีส่วนน้อย จะเน้นไปใน ทหารที่ทำหน้าที่พิเศษและเกี่ยวข้องกับการรบ เช่น ทหารบก จะเน้นที่ ทหารรบพิเศษ อย่าง หน่วย Green Beret, Ranger ฯลฯ ทหารเรือ จะเน้นหลักสูตร BUD/S (Basic Underwater Demolition) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่คนที่เข้าไปเห็นหน่วย ซีล (SEAL) จะต้องผ่าน และเน้นไปที่นักบินทหารเรือ ทหารอากาศ แน่นอนที่จะเน้นในการเป็นนักบิน สำหรับนาวิกโยธินจะแปลกกว่าเหล่าทัพอื่น ตรงที่คนที่มาสมัครเป็น นย. นั้นคือคนที่อยากจะเป็นทหารจริง ๆ เพราะว่า หลักสูตร Basic Training ของ นย. เป็นหลักสูตรที่ขึ้นชื่อ ว่าหนักกว่าเหล่าทัพอื่น ๆ และ คำที่เขาเคยโฆษณานั้น จะเขียนว่า “The Marine Corps offers a new life. It's not an easy life. It's definitely not a life for everyone. But, that's okay. The Marines don't want everyone. They also don't want just anyone. They want just a few...a few of the proud”. หรือถ้าเรียบเรียงกันง่าย ๆ คือ นาวิกโยธินเสนอชีวิตรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน ซึ่งตรงนี้นาวิกโยธินไม่ได้ต้องการทุกคน หรือบางคน แต่ นาวิกโยธินต้องการคนจำนวนน้อย จำนวนหนึ่ง ที่เขาเหล่านั้นจะมีความภาคภูมิใจกับการได้เป็นนาวิกโยธิน ย้อนกลับมาที่บ้านเรา ความแตกต่างของคนที่อยากจะเข้าเป็นทหารคือ ค่านิยม ที่ฝังลึกมากับวัฒนธรรมที่ยาวนานส่วนหนึ่งว่า พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นข้าราชการ และหลาย ๆ คนมองว่าการรับราชการทหารเป็นอาชีพที่มั่นคง และมีเกียรติ นอกจากนี้ทุกคนที่ตัดสินใจที่จะเข้ามาเป็นทหารต่างเข้าใจกติกาที่ว่า การเป็นทหารในบ้านเราไม่มีรายได้อะไรที่มากมายนัก มีแค่สวัสดิการเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าเทียบกับอาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์ วิศวกร ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งชอบพูดว่า “เป็นทหารเนี่ยจนกว่าที่คิด ไม่ใช่เป็นทหารได้มากกว่าที่คิด อย่างที่เขาโฆษณากัน” ถึงแม้ก่อนที่ทุกคนจะเข้ามาเป็นทราบกันดีว่าการเป็นทหารจะไม่มีรายได้อะไรมากมาย และมีความเสี่ยงสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะยอบรับในสิ่งตรงนี้ได้ตลอดไป เพราะคนเราเมื่อทำงานไปนาน ๆ มากขึ้น จะมีความต้องการต่าง ๆ มากขึ้น ตามแนวคิดของ อับราฮัม เอ็ชฉ์ มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) ใน ทฤษฏีความต้องการตามลำดับขั้น (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) ทฤษฏีนี้จะแบ่งความต้องการของคนเรา ออกเป็น 5 ขั้นคือ 1. ความต้องการทางร่างกาย (The physiological needs) 2. ความต้องการความปลอดภัยมั่นคง (The safety and security needs) 3. ความต้องการทางสังคม (The love and belonging needs) 4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (The esteem needs) 5. ความต้องการความสำเร็จในชีวิต (Self-actualization needs) โดยที่คนเราจะเริ่มต้นจาก ความต้องการแรก ๆ เมื่อเรามีความต้องการตรงนั้นเพียงพอ เราจะขยับไปต้องการในขั้นต่อไป เช่น คนเราจะมีความต้องการทางร่างกายเป็นอันดับแรก เช่น อาหาร เสื้อผ้า เมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ เรานี้อย่างเพียงพอ เราจะเริ่มมองหาสิ่งที่ให้เรามั่นคงปลอดภัย เช่น มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง มีที่พักอาศัย และเมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเพียงพอ เราจะต้องการในขั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นสุดท้าย ทฤษฏีของมาสโลว์ เป็นทฤษฏีที่ สามารถใช้อ้างอิงได้ทุกยุคทุกสมัย คนเราเมื่อประกอบอาชีพใด ๆ ก็ตามมาเรื่อย ๆ จะแสวงหา หรือปรารถนา สิ่งต่าง ๆ ที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านคือ คนเรานั้นไม่เคยพอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างกันเลยระหว่างคนที่เป็นทหาร กับอาชีพอื่น ๆ เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง ทุกคนก็ปรารถนาจะได้เลื่อนตำแหน่งไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใคร ๆ ก็เป็นกัน แต่ถ้าเราหันมามองชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เราจะพบว่าค่านิยมของสังคม นั้นเปลี่ยนแปลงไป จากการมีเกียรติอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เงินทองเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น จำเป็นจนเรียกได้หลาย ๆ คนในปัจจุบันกลายเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน กันมากขึ้นแทนที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไป เพราะว่า หลายคนหายใจเข้าเป็นเงิน หายใจออกเป็นเงิน เวลามีลูก ก็ต้องหาเงินส่งเข้าโรงเรียนดี ๆ พ่อแม่ต่างต้องวิ่งเต้นหาเงินทองจำนวนมาก เพื่อที่จะให้ลูกของตนเองมีโอกาสเข้าศึกษาโรงเรียนชั้นนำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เป็นเพราะสังคมปัจจุบัน หันมานิยมชมชอบคนที่มีฐานะร่ำรวย แทนที่จะยกย่องชื่นชมคนที่ประกอบคุณงามความดีไป (ทุนนิยม ไม่ใช่ คุณธรรมนิยม) เมื่อการมีเงิน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงการประสบความสำเร็จในสังคม เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมยอมรับเรามากขึ้น แล้วใครล่ะจะไม่อยากมีเงิน คนที่เป็นทหารเองก็ไม่ต่างกัน หลาย ๆ คนอาจจะอยากมีเงิน มีทอง ถ้าไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการส่วนตัว ก็สนองความจำเป็นที่บีบบังคับจากสังคมในเรื่องของครอบครัว และถ้าทหารคนใดที่ขาดหิริโอตัปปะ หรือพูด ง่าย ๆ คือไม่ละอายต่อการทำบาปแล้ว สักวันหนึ่งเขาเหล่านั้นจะกลายสภาพจากคนที่เป็นทหารอาชีพ ไปเป็นคนที่แค่แต่งเครื่องแบบทหาร สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่เป็นทหารเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับอาชีพอื่น ๆ อีกด้วย แต่ผมจะไม่ขอกล่าวถึง เมื่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ผลกระทบที่ตกมายังคนที่เป็นทหาร ก็จะมีคำถามที่ว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้ทหารเหล่านั้น มีความเป็นทหารอาชีพได้ตลอดเวลา ไม่ลังเลที่จะเป็นทหารอาชีพ ไม่ว่าเขาจะจน จะร่ำรวยเพียงเพียงใด สิ่งที่ผมมองเห็นก็คงจะไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าสร้างให้เขาเหล่านั้นมี อุดมการณ์ ที่ซึมซับฝังอยู่ในความคิดจนกระทั่งเป็น จิตวิญาณ ทำให้มี ความเชื่อ ที่จะเป็นทหารอาชีพ แต่การสร้างความเชื่อทางสังคมว่าทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่เสียสละ ค่านิยมอันนี้อาจจะสามารถใช้ในได้ยุคก่อน ๆ สำหรับในปัจจุบันอาจจะเป็นเรื่อง ค่อนข้างยากพอสมควรที่จะสร้างบรรยากาศ และแรงจูงใจในการที่จะมาเป็นทหาร และเป็นทหารอาชีพ เนื่องจากบ้านเรามีภัยคุกคามทางสงครามหรือความมั่นคงที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ทุกคนมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องลำบาก ประกอบกับการได้รับอิทธิพลจากสังคมอุตสาหกรรม ที่ถาโถมมาจากประเทศตะวันตก ทำให้ทุกคนมุ่งที่จะสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ด้วยการหาอาชีพที่มีรายได้สูง (เงิน) การเป็นทหารจึงเป็นเรื่องสวนทาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสะดวกสบาย หรือรายได้จากการเป็นทหาร เรื่องของอุดมการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กองทัพจะต้องพยายามสร้าง และปลูกฝังตั้งแต่เขาเหล่านั้น เริ่มเข้ามาสู่ชีวิตทหาร การสร้างสมอุดมการณ์เป็นเรื่องที่ต้องกระทำตลอดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา สิ่งตรงนี้จะช่วยให้ อุดมการณ์พัฒนาการไปเป็น ทหารอาชีพโดยจิตวิญาณ และมีความเชื่อมั่นว่า การเป็นทหารอาชีพนั้น คือสิ่งที่มีคุณค่าที่เขาเหล่านั้น และสามารถจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ การสร้างให้ทหารมี อุดมการณ์ จิตวิญญาณ และความเชื่อ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นดีที่ใช้ป้องกันไม่ให้ มีทหารนอกแถวอย่างทหารมาเฟีย ทหารธุรกิจ ทหารทวงหนี้ ฯลฯ เกิดขึ้นมาได้ ลูกเมียไม่มีจะกิน ข้าวสารไม่มีจะกรอกหม้อ จะบ้าอุดมการณ์ไปทำไม |
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
W.wrote:
อาโหลลล....
ซาหวาดดี....
who r u ?
...^^!...
Nov. 5
|
|||
|
|